มันเกิดขึ้นในวันนี้เมื่อ 7 ปีก่อน กับผู้จัดการทีมลิเวอร์พูลคนใหม่ เจอร์เก้น คล็อปป์

เขารู้ดีว่ามันกำลังเกิดขึ้น แน่นอน โค้ลผู้รักษาประตูที่รับใช้ทีมมาอย่างยาวนาน ผู้ซึ่งอยู่เคียงข้างเปปิน ลินเดอร์ส จะมอบความต่อเนื่องในการผสมผสานทีมโค้ช เป็นความจริงอย่างไม่เป็นทางการที่ว่าอดีตผู้จัดการทีมโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ถูกแต่งตั้งที่แอนฟิลด์ในวันที่ 8 ตุลาคม 2015

มันเป็นความเรียบง่ายและคุ้นเคยในการพูดคุยเบื้องต้นกับคล็อปป์ที่สร้างความประหลาดใจ และเป็นจุดเริ่มต้นที่เป็นบวกสำหรับอะไรมากมายที่กำลังจะเกิดขึ้น

“ผู้จัดการทีมพูดคุยอย่างตรงไปตรงมากับผม เหมือนว่าคุณรู้จักกับเขามาแล้ว 10 ปี วิถีทางที่เขาพูดกับคุณ เราเข้ากันได้ดี เราพูดคุยเกี่ยวกับวิถีทางที่มันเป็นและว่ามันได้ผลขึ้นมาเล็กน้อยและทุกสิ่งต่าง ๆ นานา และพยายามที่จะช่วยในวิถีทางนั้น” อัชเชอร์เบิร์กกล่าวกับเว็บทางการของสโมสรถึงการพบปะกันเป็นครั้งแรก

“เห็นได้ชัดว่าคุณได้ยินเกี่ยวกับสิ่งต่ง ๆ และได้ถึงสิ่งที่เขาสร้างกับดอร์ทมุนด์ การเข้าถึงนัดชิงชนะเลิศแชมเปียนส์ลีกและอะไรต่าง ๆ เหล่านั้น คว้าแชมป์ลีกในเยอรมนี เขาเล่นด้วยแนวคิดเกเก้นเพรสซิ่ง และทีมที่ทำงานอย่างหนัก นั่นฟังดูเป็นบวกทั้งหมดเลย”

“เราเคยเล่นกับพวกเขาในช่วงพรี ซีซั่น (ในปี 2014) เราจับมือกันโดยไม่รู้เลยว่าอะไรจะเกิดขึ้น ในเกมพรี ซีซั่นเกมนั้น เราชนะ 4-0 แต่ผมเชื่อว่าพวกเขาซ้อมอย่างหนักมาก่อนเกม ดังนั้น พวกเขาเลยไม่สดชื่นนัก อย่างที่คุณก็สามารถเห็นได้ในเกม”

หลังจากร่ายคาถาอย่างยาวนานในที่แรกที่ไมนซ์ 05 และตามด้วยดอร์ทมุนด์ ในประเทศบ้านเกิดของเขา ซึ่งทีมหลังคว้าแชมป์ลีกได้สองสมัย เยอรมัน คัพ และเข้าถึงแชมเปียนส์ลีกนัดชิงชนะเลิศ คล็อปป์ลดเวลาพักงานของเขาเมื่อได้รับข้อเสนอจากลิเวอร์พูล

กับฤดูกาล 2015-16 ที่เริ่มต้นไปแล้ว 2 เดือน และลิเวอร์พูลกำลังจะเผชิญหน้ากับตารางแข่งขันสามเกมต่อสัปดาห์ เวลาที่จะปรับใช้แนวคิดของเขานั้นมีค่าอย่างมาก

นอกสนาม เขาเริ่มสร้าง “ลักษณะของความเป็นครอบครัวและการร่วมแรงร่วมใจ : ที่เราทุกคนทำงานด้วยความคิดแบบเดียวกัน พยายามจะเอาชนะบางสิ่งบางอย่างด้วยกัน” ซึ่งอัคเตอร์เบิร์กรำลึก

ในไม่ช้า กระบวนการที่มั่นคงก็บรรลุผลในสนามเช่นกัน และฤดูกาลได้พัฒนาไปในรูปแบบที่หวานอมขมกลืนเมื่ออิทธิพลของคล็อปป์ส่งผลให้ทีมไปถึงนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลถ้วยสองรายการ

อย่างไรก็ตาม ทั้งสองรายการจบลงด้วยความผิดหวัง เมื่อแมนเชสเตอร์ ซิตี้ คว้าแชมป์ลีก คัพ ด้วยการเอาชนะจุดโทษและเซบีญ่าพิสูจน์ถึงความแข็งแกร่งอย่างมากในรายการยูโรปา ลีก ที่เล่นกันที่บาเซิล

กงล้อมีการเคลื่อนไหวอย่างไม่ต้องสงสัย

“แรกสุด พวกเขาพยายามที่จะสร้างการจัดการที่ดี, รากฐานการฝึกซ้อม, การป้องกันสำหรับรูปแบบของทีมในจุดที่เราสามารถเล่นจากการจัดการที่ดีและรัดกุม แล้วเริ่มต้นด้วยการสวนกลับ นั่นคือสิ่งแรกที่เขาพยายามจะทำ : จัดการทีม, ทำให้ยากจะเอาชนะ แล้วก็เห็นได้ชัดว่าใช้ความเร็วในแดนหน้า” อัชเชอร์เบิร์กอธิบาย

“เกมแรก เราเล่นกับท็อตแนม เสมอ 0-0 และไซม่อน (มิโญเลต์) เซฟสองสามครั้งได้ดี เรามีโอกาสอยู่บ้างเช่นกัน แต่ผมคิดว่าเกมแรกอาจจะเป็นผลการแข่งขันที่ยุติธรรมแล้ว”

“จุดนั้น เห็นได้ชัดว่าเขาพยายามจะปรับใช้การเพรสซิ่งตอลดเวลา และสิ่งที่นักเตะจำเป็นต้องทำเป็นรายบุคคลและในฐานะกลุ่ม และเห็นได้ชัดว่าเริ่มต้นจากจุดนั้น เราเรอ่มต้นและทำได้ดี เราผ่านไปถึงนัดชิงลีก คัพ และไปถึงนีดชิงชนะเลิศยูโรปา ลีก ในปีแรก”

“เขาพูดว่า เราจะไปถึงนัดชิงชนะเลิศได้อีก เห็นได้ชัดว่าเราไม่ได้ประสบความสำเร็จในการเอาชนะหนึ่งในรายการใด แต่เราจะไปถึงนัดชิงอีกมากมาย และเราจะชนะบ้างเช่นกัน โดยพื้นฐาน เป็นการพูดว่า คุณจำเป็นต้องแพ้ด้วยเพื่อใช้ประสบการณ์เพื่อครั้งถัดไปเพื่อชนะมัน”

คำพูดของคล็อปป์ถูกพิสูจน์ว่าเป็นคำทำนาย จณะที่รากฐานเหล่านั้นในช่วงเริ่มแรกถูกสร้างให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นในปีถัด ๆ มา

การกลับสู่รายการแชมเปียนส์ลีก และการพลาดอย่างน่าใจหายในนัดสุชิงชนะเลิศเมื่อปี 2018 ได้ก่อให้เกิดวิวัฒนาการของลิเวอร์พูลไปสู่การเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก แชมเปียนส์ลีก และสโมสรโลก ด้วยความสำเร็จของพวกเขาผ่านการเล่นฟุตบอลเกมรุกควบคู่ไปกับพลังของฐานแฟนบอล

หลังชัยชนะในยูโรเปียน คัพ ในมาดริด เมื่อปี 2019 ตามมาด้วยยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ และฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ ครั้งแรก แล้วก็ถ้วยที่ปรารถนาสูงสุดอย่าง พรีเมียร์ลีก ที่พวกเขาคว้าแชมป์ด้วยการเก็บได้ถึง 99 คะแนนเป็นสถิติของสโมสร

ฤดูกาลที่แล้ว ลิเวอร์พูลคว้าแชมป์คาราบาว คัพ และเอมิเรสต์ เอฟเอ คัพ สู่หอเกียรติยศของพวกเขา ขณะที่มีลุ้นในการแข่งขันเพื่อคว้าสี่แชมป์อันน่าเหลือเชื่อ

“ถ้าคุณทำงานให้ลิเวอร์พูล เป้าหมายหลักของคุณ คือ การเอาชนะเกม คุณรู้ดีก่อนที่คุณจะเริ่มต้นว่า ลิเวอร์พูล คือ หนึ่งในสโมสรที่ดีที่สุดในโลก และหนึ่งในสโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่สุด” อัชเชอร์เบิร์กให้รายละเอียด

“คุณรู้ดีในทุกเกมว่ามันคือความกดดัน เพราะคุณต้องชนะทุกเกม นั่นคือวิถีทางที่มันรู้สึกได้และนั่นคือวิถีทางที่มันเป็น ในความคิดของผม คุณคาดหวังว่าจะคว้าแชมป์หนึ่งในนั้น”

“เห็นได้ชัดว่าผู้จัดการทีมทำให้มันเกิดขึ้นด้วยการนำนักเตะที่ถูกต้องเข้ามาและสร้างโครงสร้างที่เหมาะสมและสร้างทำและทีมโค้ชอย่างที่มันเป็น นั่นคือเครดิตทั้งหมดสำหรับเจ้านายเลย ด้วยความสัตย์จริง คุณสามารถมีนักเตะที่ดีได้ แต่นั่นไม่ได้ทำให้เป็นทีมที่ดีและไม่ได้ทำให้ทุกคนทำงานด้วยกันได้”

ทีมโค้ชที่เหนียวแน่นที่เริ่มต้นเส้นทางในปี 2015 ได้พัฒนาและเติบโตตลอดหลายปีมานี้เช่นกัน ด้วยบุคลากรอย่างแจ็ค โรบินสัน และเคลาดิโอ ทัฟฟาเรล ที่มาร่วมกับส่วนงานผู้รักษาประตูของอัชเชอร์เบิร์ก เป็นต้น

และสไตล์ของการจัดการคนของคล็อปป์ พร้อมด้วยทีมที่สะส้อนถึงความสัมพันธ์ในการทำงานของพวกเขาและได้รับแรงบันดาลใจในแบบเดียวกัน

“เขาซื่อสัตย์มาก ๆ และเห็นได้ชัดเลยว่าถ้าเขาไม่มีความสุขกับบางสิ่ง เขาจะบอกทุกคน” อัคเตอร์เบิร์กกล่าว

“มันเป็นเช่นเดียวกันเมื่อเขาพูดกับบรรดานักเตะ : ฉันสามารถเป็นเพื่อนพวกนายได้ แต่ไม่มีวันเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของพวกนาย เพราะฉันต้องตัดสินใจ ฉันรักพวกนายทุกคน และเราต้องการพวกนายทุกคน แต่เราลงเล่นได้ด้วยคนแค่ 11 คน แต่พวกนายทุกคนต้องการจะประสบความสำเร็จ”

“ผมคิดว่า นั่นคือหนึ่งในจุดแข็งของเขาเลย ที่เขาพยายามจะสร้างทีมและป้องกันทีมของเขาเสมอ และพยายามจะช่วยทีมและซื่อสัตย์กับพวกเขา นั่นคือสิ่งที่คุณต้องเป็น คุณต้องซื่อสัตย์กับบรรดานักเตะและบกพวกเขาว่าคุณมองเห็นมันเป็นอย่างไรและรู้สึกอย่างไร”

แล้วอัคเตอร์เบิร์กสามารถเลือกช่วงเวลาที่ชื่นชอบใน 7 ปี นับจากบทสนทนาแรกกับคล็อปป์ได้ไหม?

“มันยากนิดน่อยนะ มันมีเยอะเกินไป ด้วยความสัตย์จริง” โค้ชชาวดัตซ์ตอบ “เรามีสถานการณ์ที่ดีมากมาย (เกมแชมเปียนส์ลีกรอบรองชนะเลิศกับ) บาร์เซโลนาก็ดี ตอนคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ก็ดี ถ้วยใด ๆ ที่คุณชนะได้ล้วนยอดเยี่ยม เพราะคุณต้องการชนะทุกสิ่งทุกอย่าง ความร่วมแรงร่วมใจมันยอดเยี่ยมมาก”

“มันมีสิ่งดี ๆ มากเกินไป เขาเปลี่ยนแปลงวิถีทางทั้งหมดของบรรดาแฟนบอล เขานำความสุขกลับมาสู่บรรดาแฟนบอล เขาทำให้แฟน ๆ อยู่จนนาทีสุดท้ายของเกม ทั้งสโมสรดำเนินไปทางรูปแบบที่เป็นบวกในเส้นทางที่ดี นั่นคือทั้งหมดท่เขาทำให้เกิดขึ้น”

เขากล่าวจบว่า : “และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีอีกมากที่ตามมา นั่นคือสิ่งที่เราพยายามจะประสบความสำเร็จ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเราจะสามารถทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นได้ นั่นคือแผน”